Call Center 02 619 2333ไทย | ENGLISH
ข้อมูลสำหรับ
นักลงทุน
ข้อมูลสำหรับนักลงทุน
เมนู
สารจากประธานกรรมการบริษัท

ตลาดภูมิภาคและภาคเกษตรกรรมในปี 2560 ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมยังชะลอตัว บริษัทฯ จึงรุกตลาดผ่านกลุ่มห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่หรือกลุ่มโมเดิร์นเทรด ที่ยังมีการขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างผ่านโมเดิร์นเทรดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสะดวกสบายและมีสินค้าครบทุกประเภทที่ต้องการ รวมทั้งรุกตลาดงานโครงการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้ผลการดำเนินงานในปี 2560 มีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.99% นับว่ามีประสิทธิภาพในการทำกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

ผลการดำเนินงานในภาพรวม : มีรายได้ในปี 2560 รวมทั้งสิ้น 4,171.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย 1.28% และมีกำไรสุทธิ 411.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.99% โดยมีการบริหารจัดการดังนี้

  1. บริหารต้นทุนการผลิต โดยได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตและประสิทธิภาพการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 27.78% ในปี 2559 เป็น 28.46% ในปี 2560 โดยได้ดำเนินการดังนี้
    • เพิ่มผลผลิต โดยปรับปรุงเพิ่มกำลังการผลิตสายการผลิต NT-9 ด้วยการเพิ่มปริมาณการอบสินค้าใน Autoclave อีก 20% และได้ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต สินค้าในสายการผลิต NT-10 เพิ่มขึ้นอีก 14%
    • ลดต้นทุนการผลิต โดยพัฒนาสูตรการผลิตกระเบื้องสีและไม้ฝาสี ให้สามารถลดต้นทุนได้ 4.6% และได้ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตสินค้าในกลุ่ม Secondary Process ทำให้ลดต้นทุนได้ 0.6% รวมทั้งทำกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพ (QCC) และกิจกรรม Material Cost Improve program (MCIP) เพื่อสร้างจิตสำนึกให้พนักงานคิดค้นเรื่องการลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น
  2. การจัดจำหน่าย มีการกระจายสินค้าไปยังกลุ่มโมเดิร์นเทรด ที่ขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา รวมทั้งกลุ่มงานโครงการ และตลาดส่งออก ทำให้การขายสินค้าไปยังกลุ่มโมเดิร์นเทรด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 19.54% งานโครงการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.46% และตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.05%
  3. การพัฒนาสินค้าใหม่ตามความต้องการของตลาด ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพสีไม้สังเคราะห์ให้เสมือนไม้จริง การพัฒนาไม้ฝาสีเทาในเนื้อเซาะร่องที่พัฒนาให้มีสีเป็นเนื้อเดียวกันทั้งแผ่น ไม้ฝาลายบังใบ ไม้พื้น T-Lock ที่ลดงานตกแต่งตะปู และไม้เชิงชาย 2 in 1 เป็นต้น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าสำหรับงานตกแต่งภายในและภายนอก ตลอดจนพัฒนาคุณภาพไม้พื้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มความหลากหลายของสีกระเบื้องหลังคาและไม้สังเคราะห์นอกจากนี้มีการปรับปรุงสูตรการผลิตเพื่อการพัฒนาคุณภาพสีให้มีความเงางาม มีความทนทานต่อการใช้งาน และลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น
  4. การบริหารเงิน ในปี 2560 บริษัทฯ มีสภาพคล่องอยู่ในเกณฑ์ดี มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 822.45 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอในการจ่ายเงินปันผล 312.83 ล้านบาท จ่ายคืนเงินกู้ระยะยาวและระยะสั้น 393 ล้านบาท ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลงจาก 18.56 ล้านบาท ในปี 2559 เหลือ 12.58 ล้านบาท ในปี 2560 หรือลดลง 32.21% และทำให้มีหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจาก 0.71 เท่าในปี 2559 เหลือ 0.51 เท่า ในปี 2560 หรือลดลง 28.17% การกำกับดูแลกิจการองค์กรในระดับดีเลิศ (Excellent) โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย


การซื้อหุ้นคืนเพื่อการบริหารทางการเงิน : คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นสามัญคืน (Treasury Stock) จำนวน 100 ล้านหุ้นภายในวงเงินไม่เกิน 520 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.54 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารทางการเงินเนื่องจากบริษัทฯ มียอดหนี้ต่ำ มีกำไรสะสมและสภาพคล่องมากพอ การซื้อหุ้นคืนดังกล่าวมีระยะเวลาจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2560 โดยที่สถานะทางการเงินของบริษัทฯ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากที่คาดการณ์ไว้ คณะกรรมการบริษัทฯ จึงไม่ได้มีมติให้จำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนมาแต่อย่างใด
หลังจากครบกำหนดการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน คณะกรรมการบริษัทฯ ได้พิจารณาเห็นว่าเงินทุนของบริษัทฯ หลังจากที่ซื้อหุ้นคืนมาแล้วมีจำนวนเพียงพอกับปริมาณธุรกรรมของบริษัทฯ ในปัจจุบัน และเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตได้ จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 ให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติให้ลดทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ เท่ากับจำนวนหุ้นที่ซื้อคืนดังกล่าวข้างต้น การลดทุนจดทะเบียนครั้งนี้จะส่งผลดีให้ผู้ถือหุ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE), อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) และอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend yield) เพิ่มสูงขึ้น

การกำกับดูแลกิจการที่ดี : บริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2548 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรชั้นนำที่มีการบริหารงานอย่างมืออาชีพ โดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี และมีจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ โดยยึดแนวทางปฏิบัติที่ดีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างเคร่งครัด โดยได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจในปี 2560 ดังนี้

  1. ได้รับรางวัล “หุ้นยั่งยืน” หรือ “THAILAND SUSTAINABILITY INVESTMENT 2017” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและวารสารการเงินธนาคาร สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึง สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล หรือ “ESG” (Environment, Social and Governance)
  2. ได้รับรางวัล 5 ดาว จากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทยประจำปี 2560 โดยได้รับคะแนน 91% ซึ่งอยู่ในกลุ่มดีเลิศ (Excellent) และได้รับรางวัลระดับ Top Quartile ในกลุ่มตลาดที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ 3,000-9,999 ล้านบาท
  3. ได้รับรางวัล 4 ดาว ในการประเมินคุณภาพการจัดประชุมผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2560 โดยได้รับคะแนน 97% ซึ่งอยู่ในกลุ่มดีเยี่ยม (Very Good)

ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม : บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องโดยให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการน้ำและของเสียการลดฝุ่นละอองการกำจัดกลิ่นเพื่อลดมลพิษในอากาศ และให้ความสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) โดยลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ลดการใช้สารเคมี หรือสารทำความเย็นที่มีผลกระทบต่อชั้นโอโซนที่ทำให้โลกเกิดภาวะเรือนกระจก

การจัดสรรเงินกำไร : บริษัทฯ มีกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการในปี 2560 ทั้งสิ้น 408.32 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิหุ้นละ 0.43 บาท จากมูลค่าหุ้นจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว (PAR VALUE) หุ้นละ 1.00 บาท คณะกรรมการบริษัทฯ จึงเสนอให้จัดสรรกำไรเพื่อจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ในอัตราหุ้นละ 0.36 บาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้นแล้วในอัตราหุ้นละ 0.18 บาท เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 จึงคงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายเพิ่มเติมอีกหุ้นละ 0.18 บาท คิดเป็นร้อยละ 83.72 ของกำไรสุทธิต่อหุ้น โดยจะจ่ายเงินปันผลงวดนี้ภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 นับเป็นการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

แนวโน้มในอนาคต : คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2561 จะฟื้นตัว โดยห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่หรือกลุ่มโมเดิร์นเทรดยังมีการขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เริ่มเปิดโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น อีกทั้งภาครัฐยังมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่องรวมทั้งตลาดภูมิภาคและภาคเกษตรกรรมเริ่มฟื้นตัว ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2561 และคาดว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป แม้จะมีผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและต้นทุนแรงงานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

คณะกรรมการบริษัทฯ ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้นและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ให้การสนับสนุนกิจการของบริษัทฯ มาอย่างต่อเนื่องจนกิจการของบริษัทฯ ประสบความสำเร็จและเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับจนถึงทุกวันนี้


นายประกิต ประทีปะเสน
ประธานกรรมการ